บทที่ 2 ตอนที่ 1 คุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ย 2/2

ตอนที่ 1 คุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ย 2/2

ภายในวังโอ่อ่า เหล่าบรรดาหญิงสาวจากตระกูลใหญ่ต่างพากันแต่งกายประชันโฉมอย่างไม่ยอมกัน

นั่งประจำที่ของตนตามที่จัดไว้

ตระกูลเซี่ยนั้นอยู่ใกล้กับตำแหน่งที่ประทับฮองเฮาทางฝั่งขวา หมายถึงความสำคัญลำดับต้น

เซี่ยหลัวเยี่ยน นั่งยังที่ของตนมิเหลือบแลผู้ใด คิ้วโก่งได้รูปราวพู่กันวาด แฝงความมั่นใจจนแทบกลายเป็นความเย่อหยิ่ง ริมฝีปากแต้มสีหม่น โครงหน้าคมชัด สง่างาม ไม่ต้องพยายามเติมแต่ง นางนั่งนิ่ง ราวกับที่นั่งนั้นถูกสร้างมาเพื่อรองรับตัวนางเพียงผู้เดียว

ข้างกายนางคือลูกพี่ลูกน้อง บุตรสาวจากบ้านรอง หลิวอวี้เหวิน ใบหน้านวลละมุนอ่อนโยน คิ้วเรียวโค้งนุ่ม กลับเสริมให้สีหน้านั้นอ่อนโยน อ่อนหวาน ราวกับผู้ไม่เจนโลก นางยิ้มเล็กน้อยอย่างสงบเสงี่ยมให้เซี่ยหลัวเยี่ยน หากแต่นางได้รับเพียงการเหลือบแลด้วยหางตา ใบหน้าเรียบเฉย ไม่ใส่ใจกลับมา หลิวอวี้เหวินจึงทำได้เพียงยิ้มบาง ๆ หลุบสายตาลง ใบหน้าเศร้าสร้อยเล็กน้อย เสียงซุบซิบดังขึ้นเมื่อหลายคนเห็นกิริยาท่าทางนั้นของเซี่ยหลัวเยี่ยน หากแต่เรื่องนั้นต้องถูกขัดจังหวะ เมื่อพิธีการเริ่มขึ้น องค์ฮองเฮาเสด็จเข้ามายังท้องพระโรงประทับนั่ง

“วังหลวงแคว้นเราเงียบสงบมานาน วันนี้จึงได้จัดงานเลี้ยงนี้ขึ้นมา ให้เหล่าดอกไม้งามจากหลายตระกูลได้อวดความงดงาม นี่ถือเป็นโอกาสให้พวกเจ้าได้แสดงปัญญา มารยาท และคุณธรรมออกมา เริ่มพิธีได้”

สิ้นพระสุรเสียง ดนตรีได้เริ่มบรรเลง นางระบำออกมาร่ายรำงดงามตรงกลางลาน เมื่อจบการแสดง ฮองเฮาทรงยิ้มเพียงเล็กน้อย และให้ขันทีนำสิ่งที่เตรียมไว้ออกมา

“นี่คือหัวข้อ ถ้วยชาหกคุณธรรม แต่ละถ้วยติดป้ายเพียงคำเดียว” ขันทีเอ่ยประกาศ

“ให้พวกเจ้าเลือกขึ้นมาหนึ่งถ้วยแล้วตอบ ว่าหากเจ้าต้องปกครองเรือน จะใช้คุณธรรมข้อนั้นดูแลเรือนของเจ้าอย่างไร” ฮองเฮากล่าวเปิดการทดสอบ

ถาดที่วางถ้วยถูกวางตรงหน้าหญิงสาวทุกคน จากนั้นต่างพากันตอบตามที่ตนเองเลือก

ถาดนี้ถูกวางตรงหน้า หลิวอวี้เหวิน นางเลือกหยิบถ้วยคำว่า “ความจงรักภักดี”

นางคิดว่านี่คือคำที่ปลอดภัย สวยงาม และต้องถูกพระทัยฮองเฮาที่สุด

“ความจงรักภักดี คือรากฐานของบ้านหากหม่อมฉันเป็นผู้ปกครองเรือนจะต้องยึดมั่นข้อนี้เป็นสำคัญ ต้องหนักแน่นมั่นคง ไม่เอนเอียงตามผลประโยชน์ ภักดีต่อตระกูล ภักดีต่อราชสำนัก ฮ่องเต้และฮองเฮาดุจเงาที่ไม่ทอดทิ้งร่างเพคะ” เสียงอ่อนหวานกังวานเสนาะโสต ฮองเฮาทรงทำท่าคิดตาม และยิ้มบางๆพึงพอใจ

หลิวอวี้เหวิน ทำทีอ่อนน้อมยิ้มบางปรับท่าทีไม่หยิ่งผยอง ราวผู้ถ่อมตน

เมื่อถาดถูกวางตรงหน้าเซี่ยหลัวเยี่ยน นางนิ่งสงบมองถ้วยแต่ละใบอย่างใช้ความคิด ท่าทีนั้นกลับถูกสาวงามซุบซิบอย่างดูแคลน

‘นางหรือจะตอบอะไรได้ ข้าได้ยินมาว่า นางนั้นเอาแต่ใจ บิดาจ้างครูมาสอนยังต้องถูกตะเพิดทุกราย’

‘ดูท่าทางนางสิราวกับรู้ดีนักหนา จะตอบได้ดีกว่าหลิวอวี้เหวินรึเปล่าเถอะ น่าสงสารนางเสียจริงต้องเป็นบ้านรอง ฉลาดกว่า สวยกว่าแท้ๆ’

เซี่ยหลัวเยี่ยนมิได้สนใจสิ่งที่ได้ยินแม้แต่น้อย ยกยิ้มริมฝีปากบาง คำนับน้อมถวายคำตอบต่อฮองเฮา

“ทูลฮองเฮา หม่อมฉันนั้นมิคิดจะเลือกเพียงถ้วยหนึ่งถ้วยใดเพคะ”สิ้นเสียงนาง เกิดเสียงซุบซิบดังขึ้น ฮองเฮาเองก็มองนางเลิกพระขนงสงสัย รอฟังอย่างตั้งใจ

“นั่นเพราะการปกครองเรือนที่แท้ มิอาจขาดคุณธรรมข้อใดข้อหนึ่งได้ หากจำเป็นต้องเลือก หม่อมฉันขอเลือก ‘ถ้วยเปล่า’ เพื่อเติมทุกข้อ และใช้ให้ถูกกับกาลและหน้าที่เพคะ” ชาทั้งหกถ้วยถูกเทลงในถ้วยเปล่าและนางดื่มลงไปไม่ช้าไม่เร็วจนหมด

ฮองเฮาทรงพอพระทัยถึงกับออกพระสุรเสียงดังว่า “ดี ๆ เจ้าคิดได้ดีมาก น่าสนุกๆ”

บรรยากาศงานเลี้ยงเริ่มคึกคักขึ้น เมื่อเหล่าสาวงามคิดจะแก้มือในหัวข้อถัดไป

“หัวข้อถัดไป ตีความ คำที่ว่า สตรีกับอำนาจ เริ่มได้”ขันทีประกาศจบ พู่กันและกระดาษถูกวางตรงหน้าทุกคน

หญิงงามต่างเขียนคำตอบ หลากหลาย หากแต่ละคำ ล้วนจำกัดที่ว่า สตรีไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการบ้านเมือง

สตรีควรปฏิบัติตามหลักบัญญัติสตรีอย่างเคร่งครัด บลาๆๆๆ ที่ล้วนแต่ถูกกดไว้ที่หลังบ้านทั้งสิ้น

ฮองเฮาทรงนั่งนิ่งฟังการอ่านของขันที ทีละแผ่นด้วยใบหน้านิ่งหากแววตากลับแฝงความเบื่อหน่าย

“ดอกเหมยไม่ขึ้นบัลลังก์ แต่ฤดูหนาวจะไม่ผ่านไปหากไร้กลิ่นหอมของมัน กลอนของคุณหนูเซี่ยหลัวเยี่ยน จากตระกูลเซี่ย”

สิ้นเสียงขันที ฮองเฮาเกิดประกายฉายในแววตาเสี้ยววินาทีหนึ่ง

“เจ้าลองอธิบายประโยคนี้ได้หรือไม่” พระองค์ทรงตรัสถาม

“ได้เพคะ หม่อมฉันคิดว่า สตรีไม่จำเป็นต้องออกหน้าทำการใหญ่ใด แต่ก็ยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังได้อย่างทรงพลัง ในปฐพีนี้ มีใครไม่ยอมรับบ้างว่าหากขาดสตรีแล้วไซร้ บุรุษจะออกรบได้อย่างสบายใจ” นางเอ่ยตอบ ยิ้มอย่างจริงใจต่อองค์ฮองเฮา

ฮองเฮายิ้มบาง ๆ พระเนตรฉายแววพึงใจ เพราะนี่คือคำตอบของคนที่เข้าใจอำนาจแท้จริง

“คำถามข้อสุดท้าย ฮองเฮาทรงให้ทำการตัดสินคดีจำลอง ดังนี้ ข้อหลวงสองคน คนหนึ่งซื่อสัตย์แต่ไร้ปัญญา ทำให้วังหลวงเสียหาย อีกคนฉลาดหลักแหลมแต่คดโกง ทำให้วังหลวงรุ่งเรือง หากต้องลงโทษ เลือกลงโทษผู้ใด” ขันทีประกาศคำถามข้อสุดท้ายจบลง กลับเกิดเสียงซุบซิบ และใบหน้าท้อแท้ของหลายคน พวกนางเรียนแต่การบ้านการเรือนไหนเลยจะเคยคิดเรื่องพวกนี้กัน บางคนถึงกับไม่ตอบนั่งนิ่ง

ฮองเฮาทรงทอดพระเนตรมองมายังเซี่ยหลัวเยี่ยนราวกับรอคำตอบจากนาง

หลิวอวี้นั้น หลังจากพ่ายแพ้มาถึงสองครั้ง ไม่อาจดึงพระเนตรของฮองเฮามาที่ตนได้ เริ่มอึดอัดใจ ขบคิดอย่างหนัก ครั้งนี้นางต้องทำให้ดี

เมื่อคิดไตร่ตรองแล้วจึงชิงตอบก่อน “ทูลฮองเฮา หม่อมฉันคิดว่า ผู้ฉลาดนั้นแม้จะนำความรุ่งเรืองมาให้แคว้น แต่ก็คดโกงอยู่ร่ำไป นานวันเข้ามีแต่จะกัดกร่อนรากฐานแคว้นในระยะยาว จึงเห็นว่าควรลงโทษคนโกงนี้ก่อน และจึงสอนคนซื่อสัตย์ให้รอบครอบยิ่งขึ้นเพคะ”

ฮองเฮาทรงคิดตาม แต่ความคิดนี้ก็ดูธรรมดาเกินไป อย่างไรคนทั่วไปก็คิดได้เช่นนี้ หากแต่เสียงหญิงสาวส่วนใหญ่กลับสนับสนุนความคิดของนาง

ตลอดการตอบ เซี่ยหลัวเยี่ยนไม่หันไปเหลียวแลนางหรือผู้ใดมองนิ่งแต่ถ้วยน้ำชาตนเอง จนหลิวอวี้เหวินตอบจบ

นางจึงยกยิ้มบาง “ทูลฮองเฮา หม่อมฉันจะไม่ลงโทษใครเพคะ” สิ้นเสียงนาง เสียงซุบซิบในห้องก็ดังหนาหูขึ้น ครั้งนี้ฮองเฮาตั้งใจฟังยิ่งกว่าครั้งไหน “เช่นนั้นเจ้าจะจัดการอย่างไร” พระองค์ทรงตรัสถาม

“หม่อมฉันเลือกที่จะย้าย คนซื่อสัตย์ไปอยู่ตำแหน่งที่ไม่ต้องตัดสินใจ และให้คนฉลาดทำงานภายใต้การตรวจสอบสามชั้น เพราะการลงโทษคือการตัด แต่การเลือกใช้คนให้ถูกคือการปกครองเพคะ”

ทั้งห้องกลับเกิดความเงียบลง ฮองเฮาวางถ้วยชาลงช้า ๆ ยิ้มบางมิเอ่ยสิ่งใด หากในใจกลับจดจำนางไว้แล้ว

“จบการทดสอบ ผู้ชนะครั้งนี้คือ คุณหนูตระกูลเซี่ย เซี่ยหลัวเยี่ยน มอบรางวัลไปที่จวน”ขันทีประกาศ สายตามีแววพึงพอใจยินดีให้นาง

เซี่ยหลัวเยี่ยนยิ้มรับบาง ไม่อวดโอ่ ไม่เย่อหยิ่ง หากใบหน้างามก็ไม่เหลือบแลผู้ใดอย่างยิ่ง

หลิวอวี้เหวิน หันไปเอ่ยคำยินดีกับนาง คาดว่าเสียงไม่เบาไม่ดังเกินไปของนางต้องเป็นจุดสนใจ และแน่นอนว่าท่าทีเย็นชาของเซี่ยหลัวเยี่ยนยิ่งจะทำให้นางนั้นน่าสงสารเพียงใดที่ถูกหมางเมินจากญาติผู้พี่

บทก่อนหน้า
บทถัดไป